การเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยได้สร้างโอกาสมากมายให้กับบุคคลและธุรกิจขนาดเล็กในการขายสินค้าออนไลน์ ตั้งแต่ร้านค้าบนโซเชียลมีเดียไปจนถึงผู้ขายบนแพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok ผู้ประกอบการนับพันกำลังสร้างรายได้ผ่านช่องทางออนไลน์
อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้ก็มาพร้อมกับข้อกำหนดด้านภาษีที่เข้มงวดมากขึ้น ในปี 2569 ผู้ขายออนไลน์ในประเทศไทยจำเป็นต้องเข้าใจว่าพวกเขาต้องจัดทำบันทึกรายรับและรายจ่ายสำหรับการยื่นภาษีหรือไม่
บทความนี้จะอธิบายข้อกำหนดทางกฎหมายและเหตุผลว่าทำไมการจัดเก็บบันทึกอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจออนไลน์
ผู้ขายออนไลน์มีหน้าที่ต้องยื่นภาษีเงินได้
ในประเทศไทย รายได้ที่ได้จากการขายสินค้าออนไลน์ถือเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 40(8) ของประมวลรัษฎากร ซึ่งครอบคลุมรายได้จากการประกอบธุรกิจ
นั่นหมายความว่า บุคคลที่มีรายได้จากการขายสินค้าออนไลน์จำเป็นต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แม้ว่าการขายออนไลน์จะเป็นเพียงอาชีพเสริมก็ตาม
โดยทั่วไป การยื่นภาษีจะเป็นข้อบังคับเมื่อมีรายได้ต่อปีจากการขายออนไลน์เกิน:
- 60,000 บาทต่อปี สำหรับบุคคลโสด
- 120,000 บาทต่อปี สำหรับคู่สมรส
ผู้ขายออนไลน์มักต้องยื่นภาษีปีละ 2 ครั้ง ได้แก่:
- ภ.ง.ด.94 – ยื่นภาษีกลางปี
- ภ.ง.ด.90 – ยื่นภาษีประจำปี
ร้านค้าออนไลน์จำเป็นต้องมีบันทึกรายรับและรายจ่ายหรือไม่?
คำตอบคือ จำเป็น ในหลายกรณี ผู้ขายออนไลน์ควรจัดเก็บบันทึกรายรับและรายจ่ายเพื่อใช้ในการคำนวณกำไรสุทธิที่ต้องเสียภาษีอย่างถูกต้อง
ในการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับรายได้จากการขายออนไลน์ ผู้ขายสามารถเลือกได้ 2 วิธี:
วิธีหักค่าใช้จ่ายตามจริง
ภายใต้วิธีนี้ ผู้ขายสามารถนำค่าใช้จ่ายทางธุรกิจจริงมาหักออกจากรายได้ทั้งหมดเพื่อคำนวณกำไรที่ต้องเสียภาษี
หากต้องการใช้วิธีนี้ ผู้ขายจำเป็นต้องเก็บเอกสารหลักฐานอย่างครบถ้วน เช่น:
- บันทึกยอดขาย
- ใบกำกับซื้อสินค้า
- ค่าขนส่ง
- ค่าโฆษณา
- ค่าบรรจุภัณฑ์
- รายการเดินบัญชีธนาคารหรือการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์
การเก็บเอกสารเหล่านี้จะช่วยยืนยันต้นทุนธุรกิจที่แท้จริงในกรณีที่หน่วยงานภาษีมีการตรวจสอบการยื่นแบบภาษี
การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (60%)
อีกทางเลือกหนึ่ง ผู้ขายออนไลน์สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาในอัตรา 60% ของรายได้
วิธีนี้มีความสะดวกมากกว่า เนื่องจากไม่จำเป็นต้องแสดงเอกสารค่าใช้จ่ายอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม อาจไม่เหมาะสมหากค่าใช้จ่ายจริงสูงกว่าการหักแบบเหมา
การตรวจสอบการขายออนไลน์โดยภาครัฐ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบภาษีสำหรับธุรกิจดิจิทัล
ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา แพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มีหน้าที่ต้องรายงานข้อมูลรายได้ของผู้ขายต่อกรมสรรพากร
กฎระเบียบนี้ช่วยให้หน่วยงานภาษีสามารถตรวจสอบรายได้ที่ผู้ขายได้รับผ่านมาร์เก็ตเพลสและแพลตฟอร์มดิจิทัล
นอกจากนี้ ธนาคารอาจรายงานรูปแบบธุรกรรมบางประเภทต่อกรมสรรพากร เช่น:
- มีจำนวนธุรกรรมตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปีขึ้นไป หรือ
- มีจำนวน 400 ธุรกรรม โดยมีมูลค่ารวมเกิน 2 ล้านบาท
ด้วยระบบการตรวจสอบเหล่านี้ การจัดทำบันทึกทางการเงินอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญมากขึ้นสำหรับผู้ขายออนไลน์
กรณีที่ผู้ขายออนไลน์ต้องจดทะเบียน VAT
นอกจากภาษีเงินได้แล้ว ธุรกิจออนไลน์บางประเภทอาจต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
การจดทะเบียน VAT จะเป็นข้อบังคับเมื่อมีรายได้ต่อปีเกิน:
1.8 ล้านบาทต่อปี
หลังจากจดทะเบียนแล้ว ธุรกิจจะต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% และยื่นแบบภาษี VAT รายเดือน
เหตุผลที่ควรจัดเก็บบันทึกอย่างถูกต้อง
แม้ว่าผู้ขายบางรายสามารถเลือกใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ แต่การจัดเก็บบันทึกรายรับและรายจ่ายอย่างถูกต้องยังคงเป็นสิ่งที่แนะนำ
การบันทึกข้อมูลที่ดีช่วยให้ธุรกิจสามารถ:
- คำนวณรายได้ที่ต้องเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง
- ลดความเสี่ยงด้านภาษีในกรณีถูกตรวจสอบ
- ติดตามผลกำไรของธุรกิจได้อย่างชัดเจน
- เตรียมงบการเงินเพื่อการเติบโตของธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังช่วยให้การยื่นภาษีเป็นไปอย่างรวดเร็วและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
ในปี 2569 ร้านค้าออนไลน์ในประเทศไทยมีหน้าที่ต้องรายงานรายได้และปฏิบัติตามกฎหมายภาษี แม้ว่าผู้ขายจะสามารถเลือกใช้วิธีหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือแบบตามจริงได้ แต่การจัดทำบันทึกรายรับและรายจ่ายอย่างถูกต้องยังคงเป็นสิ่งที่แนะนำอย่างยิ่ง
เนื่องจากภาครัฐไทยมีการเพิ่มความโปร่งใสและการตรวจสอบธุรกรรมอีคอมเมิร์ซมากขึ้น การทำบัญชีที่ถูกต้องจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับธุรกิจออนไลน์
สำหรับผู้ประกอบการออนไลน์ การทำบัญชีที่ดีไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนและเป็นมืออาชีพ

