ประเทศไทยกำลังเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัล โดยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ในปี 2026 รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการจูงใจที่สำคัญ โดยอนุญาตให้ SMEs สามารถหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 200% สำหรับการลงทุนด้านดิจิทัลที่เข้าเกณฑ์ ทำให้การนำเทคโนโลยีมาใช้มีความคุ้มค่าและเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้นสำหรับธุรกิจ
มาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามโดยรวมของภาครัฐในการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทยในเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
มาตรการหักภาษีดิจิทัล 200% ของประเทศไทยคืออะไร?
รัฐบาลไทยได้ออกพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 802 (พ.ศ. 2569) เพื่อให้ SMEs ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคลที่เพิ่มขึ้น สำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล ภายใต้มาตรการนี้ ธุรกิจที่เข้าเกณฑ์สามารถหักค่าใช้จ่ายด้านดิจิทัลได้เป็นสองเท่าในการคำนวณรายได้ที่ต้องเสียภาษี
ตัวอย่างเช่น:
- หาก SME ใช้จ่ายจำนวน 100,000 บาท สำหรับบริการดิจิทัลที่ได้รับการอนุมัติ
- ธุรกิจสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 200,000 บาท จากรายได้ที่ต้องเสียภาษี
มาตรการนี้ช่วยลดภาระภาษี และกระตุ้นให้ธุรกิจลงทุนในเทคโนโลยีสมัยใหม่มากยิ่งขึ้น
คุณสมบัติสำคัญของมาตรการภาษีดิจิทัล
1. หักภาษีได้สองเท่า (200%)
SMEs สามารถหักค่าใช้จ่ายดิจิทัลที่เข้าเกณฑ์ได้ถึง 200% ซึ่งรวมถึงการหักค่าใช้จ่ายตามปกติ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติม
2. เพดานการหักลดหย่อนสูงสุด
การหักลดหย่อนพิเศษนี้ใช้กับค่าใช้จ่ายด้านดิจิทัลไม่เกิน 300,000 บาทต่อปีบัญชี โดยค่าใช้จ่ายที่เกินจากนี้ยังสามารถหักได้ในอัตราปกติ
3. ระยะเวลาที่มีสิทธิ
มาตรการนี้ใช้กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2025 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2027
ธุรกิจประเภทใดที่มีสิทธิ์?
เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ธุรกิจต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ SME ในประเทศไทย ดังนี้:
- ทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท
- รายได้ต่อปีไม่เกิน 30 ล้านบาท
- จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนในประเทศไทย
ทั้ง SMEs ที่มีเจ้าของเป็นคนไทยและต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยสามารถมีสิทธิ์ได้ หากเข้าเกณฑ์ดังกล่าว
ค่าใช้จ่ายดิจิทัลใดบ้างที่เข้าเกณฑ์?

การหักภาษีนี้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีดิจิทัลที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ตัวอย่างเช่น:
- ระบบบัญชีหรือ ERP บนคลาวด์
- แพลตฟอร์ม CRM และซอฟต์แวร์บริหารธุรกิจ
- ระบบอีคอมเมิร์ซ
- บริการด้านความปลอดภัยไซเบอร์
- เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI
- อุปกรณ์อัจฉริยะและ IoT
- แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยปรับปรุงการดำเนินธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม เฉพาะโซลูชันที่ลงทะเบียนกับ DEPA เท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้รับการหักภาษีในอัตราพิเศษนี้
ทำไมมาตรการนี้จึงสำคัญสำหรับ SMEs
SMEs จำนวนมากยังลังเลในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เนื่องจากกังวลเรื่องต้นทุน มาตรการนี้ช่วยลดอุปสรรคดังกล่าวโดยลดภาระทางการเงิน
ประโยชน์หลัก
- ลดภาระภาษี
- ช่วยให้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลมีต้นทุนที่เข้าถึงได้
- เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพในการทำงาน
- เสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดดิจิทัล
ด้วยการส่งเสริมให้ SMEs ใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น ระบบบัญชีบนคลาวด์ ระบบอัตโนมัติ และการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI ประเทศไทยจึงมุ่งยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
ตัวอย่างการประหยัดภาษี
หมายความว่า SMEs สามารถลดรายได้ที่ต้องเสียภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งพัฒนาธุรกิจให้ทันสมัยไปพร้อมกัน
SMEs สามารถขอใช้สิทธิ์นี้ได้อย่างไร
ในการขอใช้สิทธิ์ ธุรกิจควรดำเนินการดังนี้:
- ซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการดิจิทัลที่ได้รับการรับรองจาก DEPA
- เก็บใบกำกับภาษีและหลักฐานการชำระเงิน
- จัดเก็บเอกสารยืนยันการลงทะเบียนกับ DEPA ของโซลูชันที่ใช้
- ยื่นขอใช้สิทธิ์ในแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลกับกรมสรรพากร
การจัดเก็บเอกสารอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในกรณีที่มีการตรวจสอบภาษี
มาตรการหักภาษีดิจิทัล 200% ของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงแค่สิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของ SMEs โดยการลดต้นทุนในการนำเทคโนโลยีมาใช้ รัฐบาลช่วยให้ธุรกิจสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ขยายช่องทางออนไลน์ และคงความสามารถในการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลได้
สำหรับ SMEs ที่ยังไม่ได้เริ่มต้นเส้นทางการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ปี 2026 อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการลงทุนด้านเทคโนโลยี พร้อมรับประโยชน์จากการประหยัดภาษีอย่างมีนัยสำคัญ

