เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 (พ.ศ. 2569) :contentReference[oaicite:0]{index=0} จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีด้านการช้อปปิ้งออนไลน์ครั้งสำคัญ โดยกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และอากรศุลกากรที่เกี่ยวข้องกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทุกชิ้นที่สั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าใดก็ตาม การปฏิรูปครั้งนี้ถือเป็นการยุติข้อยกเว้นที่มีมาอย่างยาวนานสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้สามารถนำเข้าได้โดยไม่ต้องเสีย VAT หรือภาษีศุลกากร
มาตรการใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในวงกว้างของรัฐบาลในการปรับปรุงระบบจัดเก็บภาษีให้ทันสมัย สร้างความเป็นธรรมในตลาด และเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจภายในประเทศ ท่ามกลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง?
ภายใต้ระบบเดิม ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าราคาต่ำจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างประเทศได้โดยไม่ต้องเสีย VAT หรือภาษีนำเข้า หากมูลค่าสินค้าไม่เกิน 1,500 บาท ข้อยกเว้นนี้มีส่วนช่วยให้การช้อปปิ้งออนไลน์ข้ามพรมแดนเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากแพลตฟอร์มต่างชาติที่เสนอราคาถูกกว่าผู้ขายในประเทศ
ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป ข้อยกเว้นดังกล่าวจะถูกยกเลิก ส่งผลให้:
- VAT (ปัจจุบัน 7%) จะถูกจัดเก็บกับสินค้านำเข้าออนไลน์ทุกชิ้น
- อากรศุลกากรจะถูกเรียกเก็บตามประเภทสินค้าในกรณีที่เกี่ยวข้อง
- จะไม่มีเกณฑ์ราคาขั้นต่ำสำหรับการยกเว้นภาษีอีกต่อไป
- ผู้ขายและแพลตฟอร์มต่างชาติอาจต้องจดทะเบียน VAT หรือจัดเก็บภาษี ณ จุดขาย
ทำไมรัฐบาลจึงออกนโยบายนี้?
นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญหลายประการ ได้แก่:
1. สร้างความเท่าเทียมในการแข่งขัน
ธุรกิจไทยต้องเรียกเก็บ VAT และปฏิบัติตามกฎภาษีภายในประเทศมาโดยตลอด ขณะที่ผู้ขายต่างชาติได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าราคาต่ำ กฎใหม่จึงมุ่งขจัดความเหลื่อมล้ำนี้ และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
2. สนับสนุน SMEs และผู้ค้าปลีกไทย
ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมในไทยเผชิญแรงกดดันด้านราคาจากสินค้านำเข้าที่ไม่เสียภาษี การบังคับใช้กฎเดียวกันกับผู้ขายทุกฝ่ายจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในประเทศและปกป้องการจ้างงาน
3. เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ภาษี
เมื่ออีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างต่อเนื่อง การจัดเก็บภาษีจากสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำจึงมีความสำคัญต่อรายได้ของรัฐและเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว
4. สอดคล้องกับแนวโน้มภาษีระดับโลก
หลายประเทศได้ยกเลิกการยกเว้นสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำและนำระบบจัดเก็บ VAT ดิจิทัลมาใช้แล้ว การปฏิรูปของไทยจึงเป็นการปรับกรอบภาษีให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ผลกระทบต่อผู้บริโภค

สำหรับผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่าสินค้าที่สั่งซื้อจากต่างประเทศอาจมีราคาสูงขึ้นจาก VAT และอากรศุลกากรที่อาจเกิดขึ้น ราคาที่แสดงบนแพลตฟอร์มต่างชาติอาจปรับเพิ่ม หรือมีการเรียกเก็บภาษีในขั้นตอนชำระเงินหรือช่วงผ่านพิธีการนำเข้า
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคาดว่าการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้นจะช่วยส่งเสริมผู้ขายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น ยกระดับคุณภาพบริการ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของไทย
ผลกระทบต่อผู้ขายและแพลตฟอร์มออนไลน์
ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซต่างชาติที่จำหน่ายสินค้าให้ลูกค้าไทยจำเป็นต้อง:
- ทบทวนการจดทะเบียน VAT และภาระหน้าที่ทางภาษี
- ปรับระบบราคาและชำระเงินให้สอดคล้องกับกฎภาษีของไทย
- ประสานงานกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์และศุลกากร
ในขณะที่ผู้ขายภายในประเทศอาจได้รับประโยชน์จากความแตกต่างด้านราคาที่ลดลงและความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น
การจัดเก็บ VAT และอากรศุลกากรกับการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายภาษีดิจิทัลของไทย แม้ว่าผู้บริโภคอาจเผชิญราคาสินค้านำเข้าที่สูงขึ้นเล็กน้อย แต่มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรม ปกป้องธุรกิจในประเทศ และปรับระบบภาษีให้ทันสมัยตามมาตรฐานสากล
เมื่อตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยยังคงเติบโต นโยบายนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลที่สมดุลและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

